การสื่อสารเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวจากเยาวชนถึงเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่
จาก ThaiPoliticsGovernment
ศิริพร กิตติวรากูล, 2550. โครงการวิจัยเรื่อง การสื่อสารเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวจากเยาวชนถึงเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่.
สถาบันพระปกเกล้า. (เลขหมู่หนังสือสำหรับห้องสมุดสถาบันพระปกเกล้า สป P96.ม8ศ64)
บทคัดย่อ
งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวจากเยาวชนถึงเยาวชน ในจังหวัดเชียงใหม่ นี้ ยึดหลักการมีส่วนร่วมในแนวทางของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research หรือ กระบวนการ PAR) ของ Horton & Zachrakis-Jutz (1987) (อ้างใน Servaes et al. with Arnst, 1996) เป็นสำคัญ คือ กระบวนการที่มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ Study -> Reflection -> Action เพราะเชื่อว่า ในการสื่อสารเพื่อให้ความรู้นั้น หากผู้สื่อสาร (Sender หรือ Communicator) และผู้รับสาร (Receiver หรือ Audience) เป็นคนกลุ่มเดียวกัน (เป็นเยาวชนเหมือนกัน มักจะออกแบบ วางแผน และผลิตชุดการสื่อสารได้สอดคล้อง เข้าถึง หรือโดนใจกันได้มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารแนวนอน (Horizontal Communication)
วัตถุประสงค์ในงานวิจัยชิ้นนี้มี 4 ประการ ได้แก่
(1) เพื่อให้เยาวชนเกล่มเรียนรู้ ได้ศึกษาเข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างถ่องแท้ ทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดให้เยาวชนทั่วไปคนอื่นได้
(2) เพื่อผลิตสื่อเผยแพร่ความรู้ให้เยาวชนทั่วไปได้เข้าใจว่าเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยให้เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ได้เป็นผู้วางแผน ออกแบบ และผลิตสื่อด้วยตัวเองทั้งหมด
(3) เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการสื่อสารของเยาวชนกลุ่มเรียนรู้ถึงเยาวชนทั่วไป ในการถ่ายทอดความรู้เรื่องประชาธิปไตย ของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่
วิธีดำเนินงานของงานวิจัยชิ้นนี้มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) รับสมัครเยาวชนกลุ่มเรียนรู้ ซึ่งรับเฉพาะเยาวชนที่สมัครใจเท่านั้น เพราะมีผลต่อความทุ่มเทและความตั้งใจจริงในการทำกิจกรรม
(2) ศึกษาสถานการณ์ หรือ Study : เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันศึกษาสภาพสื่อในปัจจุบันว่า เยาวชนสามารถเข้าถึงหรือเปิดรับสื่อเกี่ยวกับประชาธิปไตยประเภทใด และเนื้อหาเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของสื่อดังกล่าว แล้วสรุปผลไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการผลิตสื่อต่อไป หลังจากนี้เยาวชนก็ได้ร่วมกันเรียนรู้เนื้อหาเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวจากวิทยากร เพื่อเติมเต็มความรู้ทางเนื้อหาก่อนจะก้าวไปเป็นผู้ผลิตสื่อในขั้นตอนต่อไป
(3) วางแผนจัดการสถานการณ์ที่ศึกษา หรือ Reflection : เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันเลือกประเภทและรูปแบบของสื่อที่จะผลิตขึ้น โดยเน้นการขจัดข้อบกพร่องเดิมๆ ของสื่อที่มีมาตั้งแต่อดีต และสอดคล้องกับวิถีชีวิตเยาวชนในปัจจุบันมากที่สุด ด้วยการใช้ข้อมูลในขั้นตอนที่ผ่านมากับพฤติกรรมการเปิดรับ-การใช้สื่อของตนเองเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
(4) ปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ หรือ Action เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันผลิตและเผยแพร่สื่อที่วางแผนและออกแบบไว้
(5) ประเมินผลร่วมกัน
(6) หาแนวทางสร้างเครือข่ายเรื่องประชาธิปไตยในกลุ่มเยาวชนทั่วไปใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาจนำไปสร้างเครือข่ายในอนาคตได้ และขั้นตอนสุดท้ายคือ
(7) ผู้วิจัยวิเคราะห์ สรุปผล และถอดกลยุทธ์ที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ใช้ในกระบวนการทั้งหมด เพื่อจะได้ทราบแนวทางในการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชนใน จ. เชียงใหม่ อันอาจะนำไปพัฒนาหรือปรับปรุงใช้กับประเด็นอื่น และพื้นที่อื่นได้ต่อไปในอนาคต
ผลของการวิจัยครั้งนี้พบว่า
1. กระบวนการ PAR ที่ยึดแนวทาง Study Reflection Action ในการศึกษานั้น ทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลายด้าน ได้แก่
(1.1) การได้ Study ก่อนผลิตสื่อ ทำให้เยาวชนกลุ่มเรียนรู้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษาสภาพสื่อในอดีต ทำให้ทองเห็นจุดอ่อนและเกิดความพยายามสร้างสื่อที่ไม่บกพร่อง คือ “เนื้อหา” ที่ควรสั้น กระชับ และควรเน้นให้ชัดเจนว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกครองเพียงอย่างเดียว ส่วน “รูปแบบ” ที่ควรจะสะดุดตา และออกแนวบันเทิง ที่ไม่น่าเบื่อ นอกจากนี้ การเรียนรู้เนื้อหาเรื่องประชาธิปไตยจากวิทยากร ทำให้เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ได้เข้าใจว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างถ่องแท้มากขึ้น
(1.2) การได้ลงมือปฏิบัติจริง (Action) ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นสามด้าน คือ การได้นำความรู้เรื่องประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้จริงในชีวิตประจำวันของตัวละครในสื่อที่จะผลิตขึ้น ช่วยให้เกิดความข้าใจในเนื้อหาเรื่องประชาธิปไตยยิ่งขึ้น นับเป็นความเข้าใจในทางปฏิบัติ หลังจากเรียนรู้ทฤษฎีไปแล้วในขั้นตอน Study ทั้งนี้ เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ยังได้เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะทางการผลิตสื่อและทักษะในการทำงานเป็นทีมเพิ่มขึ้นอีกด้วย
2. สื่อที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ผลิตขึ้นมีมิติใหม่ไม่ซ้ำกับสื่อที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้เคยค้นคว้ามาถึงสามด้าน ได้แก่
(2.1) ประเภทและรูปแบบของสื่อ : เยาวชนกลุ่มเรียนรู้เลือกผลิต “สื่อวีดิทัศน์” เพราะเป็นสื่อที่มีทั้งภาพและเสียง ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากเยาวชนได้มาก และจะผลิตในรูปแบบ “ละคร” เพราะเยาวชนไม่ชอบสื่อการสอนที่มีรูปแบบเป็นทางการเกินไป ทำให้รู้สึกเบื่อ อีกทั้งยังเลือกผลิตละคร “ขนาดสั้น” เพราะเชื่อว่า เยาวชนมักจะจดจ่ออยู่กับสื่อการสอนได้ไม่นานนัก และสื่อขนาดสั้นจะนำไปใช้ประกอบการสอนได้คล่องตัวกว่าสื่อขนาดยาว นอกจากนี้ เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ยังเลือกผลิตสื่อ “เพลง” เพราะเป็นสื่อที่เยาวชนนิยมเปิดรับอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากแต่ได้เลือก “แนวฮิปฮอป” อีกด้วย เพราะเป็นแนวเพลงที่สามารถสอดแทรกสาระเชิงเสียดสี ประชดประชัน และขำขัน เข้าไปได้ ทำให้เยาวชนเกิดการจดจำได้ดีกว่าเพลงสอนความรู้ธรรมดา
(2.2) เนื้อหาของสื่อ ที่เน้นประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น : เนื้อหาของ “บทวีดิทัศน์” ที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นนั้น อยู่ในรูปแบบของละครสั้น จำนวน 2 ตอน ซึ่งได้คำนึกถึงการใส่เนื้อหาเรื่อง “ประชาธิปไตยเป็นเรื่องใกล้ตัว” อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ การกำหนดตัวละคร” ให้เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้เป็นตัวละครที่มีวิถีชีวิตตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด “การกำหนดโครงเรื่อง (Plot)” ที่สร้างให้เรื่องราวในละครเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เรื่องการทำงานกลุ่มกับเพื่อนในห้องเรียน (ในละครตอน ฟังบ้างก็ดีนะ) และเรื่องการเลือกตั้งประธานนักเรียน รวมถึงการกล้าแสดงความคิดเห็นในทางที่ถูกที่ควร (ในตอน ผมมีสิทธินะคะ) ในตอนนี้ในด้านของ “การกำหนดแก่นเรื่อง (Theme)” ก็ยังเลือกเอาเนื้อหาที่ใกล้ตัวที่สุดมาใช้ ได้แก่ ในตอนฟังบ้างก็ดีนะได้สอดแทรกแก่นสาระเรื่อง “เสียงข้างมากเป็นใหญ่ แต่ต้องเคารพเสียงข้างน้อยด้วย” และในตอนผมมีสิทธินะคะ ก็ได้สอดแทรกเรื่อง “สิทธิในการกระทำการต่างๆ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งเป็นสาระที่หลีกหนีจาการสอนเรื่องประชาธิปไตยในมิติของการปกครอง หรือการเลือกตั้ง ต่างจากสื่อเดิมในอดีตที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้เคยค้นคว้าและเรียนรู้มาก่อน
(2.3) การเผยแพร่สื่อที่เลือกใช้คุณครูในโรงเรียนเป็นช่องทางในการเผยแพร่สื่อวีดิทัศน์ เพราะเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงเยาวชนได้ค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากเยาวชนทั่วไปมักใช้เวลาส่วนมากในชีวิตประจำวันอยู่ในโรงเรียน สื่อประเภทการเรียนการสอนจึงเข้าถึงเยาวชนได้มากที่สุด ส่วนในการเผยแพร่สื่อเพลงนั้น ได้เลือกใช้สื่ออินเทอร์เน็ต เพราะเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงเยาวชนได้ในระดับปัจเจกบุคคล และทุกเวลาที่เว้นว่างจากการเรียน
3. กระบวนการสร้างสื่อจากเยาวชนถึงเยาวชนในโครงการนี้ มีกลยุทธ์ดังต่อไปนี้
(3.1) การเตรียมความพร้อมให้ผู้ส่งสาร : ถึงแม้เยาชนกลุ่มเรียนรู้จะเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ แต่ความกังวลในด้านความไม่รู้ทางด้านเนื้อหาก็ยังเป็นที่วิตกอยู่มาก ดังนั้นผู้วิจัยกับวิทยากรจะต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจด้านเนื้อหาให้เยาวชนกลุ่มเรียนรู้มากขึ้นซึ่งกิจกรรมในขั้นตอน Study นั้นนับว่าช่วยคลายความกังวลให้เยาวชนได้เป็นอย่างดี
(3.2) สำหรับทางด้านเนื้อหานั้น กระบวนการต้องเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ได้เรียนรู้เนื้อหาใหม่ๆ อยู่เสมอ ด้ายการที่ผู้วิจัยต้องคอยกระตุ้นให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันโดยไม่ปล่อยให้เยาวชนที่มีบุคลิกเป็นผู้นำ ชี้นำจนเยาวชนคนอื่นไม่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วหยุดการเรียนรู้ไปในที่สุด
(3.3) ส่วนทางด้านช่องทางการสื่อสารนั้น ผู้วิจัยจะต้องให้เวลากับเยาวชนได้พิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ซึ่งในงานวิจัยนี้พบว่า การพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียแต่ละด้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เยาวชนได้เลือกสื่อที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของตนเองอย่างลงตัวที่สุด คือเป็นสื่อที่มีรูปแบบความบันเทิง (ละคร, เพลง) หีบห่อสะดุดตา และเข้าถึงกลุ่มเยาวชนได้ทั้งในและนอกเวลาเรียน (สื่อการสอนและสื่ออินเทอร์เน็ต)
(3.4) สุดท้ายควรคำนึงถึงผู้รับสารในทุกขั้นตอน ดังที่ได้อธิบายไปในข้อ 3.1-.3.3 ว่าเยาวชนกลุ่มเรียนรู้ได้เลือกสื่อ ออกแบบเนื้อหา และผลิตสื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเยาวชนทั่วไปให้มากที่สุดเป็นสำคัญ
4. แนวทางการสร้างเครือข่ายเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยในกลุ่มเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ คือ การตั้งชมรมขึ้นใหม่ และสร้างเครือข่ายสามด้าน ได้แก่ เครือข่ายออนไลน์ เครือข่ายบุคคล และเครือข่ายองค์กร
งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกิดข้อค้นพบว่า เมื่อต้องการสื่อสารกับเยาวชน มีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงสามประการ ได้แก่ (1) ปัจจัยทางด้านผู้รับสาร คือ การเปิดสื่อทางกายภาพของผู้รับสาร และความสอดคล้องด้านจิตวิทยาของผู้รับสาร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างสารเป็นอย่างยิ่ง (2) กลยุทธ์การสร้างสื่อสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน คือ ต้องสร้างสารที่คำนึงถึงปัจจัยหกครบถ้วน ผู้สร้างสารควรมีบุคลิกภาพแบบ Rhetorically Sensitive และเป็นผู้ที่มีความรู้ครบสองส่วน คือ ความรู้ส่วนเนื้อหา และความรู้ส่วนกระบวนการ พร้อมทั้งยังเป็นผู้ที่คำนึงถึงผู้รับสารในฐานะ “ปัจเจกบุคคล” รวมถึงเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับผู้รับสารเป็นหลัก และ (3) กระบวนการ PAR เหมาะสมกับการนำมาใช้ในการสื่อสารถึงเยาวชน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่สอดรับกับการสร้างสารที่มีประสิทธิภาพด้วยทฤษฎีความเข้าใจของมนุษย์ และยังสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างสารแบบมีส่วนร่วมอีกด้วย
นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังสามารถนำไปใช้ในงานพัฒนาประชาธิปไตยในกลุ่มเยาวชนไทยได้อีกหลายแง่มุม อาทิ
- การนำไปใช้โดยตรง คือ การนำสื่อที่เยาวชนกลุ่มเรียนรู้ผลิตขึ้นนี้ ไปเผยแพร่ยังเยาวชนทั่วไปในพื้นที่อื่นให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- การใช้กระบวนการ PAR ที่สร้างขึ้นนี้ เป็นแนวทางในการผลิตวีดิทัศน์ และสื่อเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในแง่มุมอื่นๆ โดยผู้ผลิตอาจจะไม่ใช่เยาวชนด้วยกัน หากแต่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนเช่นเดียวกับงานวิจัยชิ้นนี้
- การใช้ประบวนการ PAR ที่สร้างขึ้นนี้ เป็นแนวทางในการผลิตสื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาธิปไตย โดยผู้ผลิตอาจเป็นเยาวชนกลุ่มใหม่ในพื้นที่อื่นๆ ก็ได้
- แนวทางการสร้างเครือข่ายที่อาจนำไปใช้สร้างเครือข่ายได้จริง หากมีแต่การนำผลวิจัยในข้อนี้ไปขยายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้เรื่อง ประชาธิปไตยในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้นก็เป็นได้
